ตลท.คุมเข้มเทรดหุ้น เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล ช่วยลดความเสี่ยงผู้ลงทุน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยปรับระดับของมาตรการให้เข้มขึ้นจากเดิม และเพิ่มมาตรการการหยุดพักการซื้อขาย 1 วันทำการเป็นมาตรการในระดับสูงสุด ซึ่งจะมีผลใช้บังคับ 4 เมษายน 2565 เป็นต้นไป

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในปี 2565 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ให้เหมาะสมและเพื่อที่จะป้องกันความเสี่ยงให้ผู้ลงทุนได้อย่างทันท่วงทีมากขึ้น ด้วยการยกระดับของมาตรการให้เข้มขึ้นจากเดิม และเพิ่มมาตรการการหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว 1 วันทำการเป็นมาตรการในระดับสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการของตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยมาตรการดังกล่าวได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต.แล้ว

สำหรับมาตรการกำกับการซื้อขายหลักทรัพย์ใหม่นี้ จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2565 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดตามภาพประกอบด้านล่างดังนี้

 

ทั้งนี้ มาตรการในแต่ละระดับมีระยะเวลาเริ่มต้นจนถึงวันสิ้นสุดครั้งละ 3 สัปดาห์ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถพิจารณาขยาย หรือยกระดับมาตรการได้ เมื่อพบว่าสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์ยังคงผิดปกติ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ผู้ลงทุนศึกษาข้อมูลของหลักทรัพย์ที่อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขายโดยละเอียด ทั้งด้านฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน รวมถึงความเสี่ยงและปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับสภาพการซื้อขายของหลักทรัพย์ก่อนตัดสินใจลงทุน

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดมาตรการกำกับการซื้อขายที่ปรับปรุงใหม่ได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th ภายใต้หัวข้อ “กฎเกณฑ์/การกำกับ” และ “กฎเกณฑ์-หนังสือเวียนส่วนที่เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์”

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

กรมท่าฯเซ็นย้าย “ผอ.ท่าเบตง” อ้างเพื่อความเหมาะสม

หลังจากที่สายการบินนกแอร์ประกาศหยุดให้บริการเส้นทางดอนเมือง-เบตงโดยไม่มีกำหนด หลังจากที่เปิดให้บริการแค่ 2 เที่ยวบินคือเที่ยวบินปฐมฤกษ์ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีร่วมเดินทางเป็นประธานและเที่ยวบินคณะสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 14 มี.ค.และ18 มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ภาคเอกชนเร่งหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันในการกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง

ล่าสุดปรากฏว่ามีหนังสือคำสั่งกรมท่าอากาศยาน ให้ย้ายนางดวงพร สุวรรณมณี ตำแหน่งผู้อำนวยการท่าอากาศยานนราธิวาส ที่ไปช่วยราชการในฐานะผู้อำนวยการท่าอากาศยานเบตง อ.เบตง จ.ยะลา ให้ไปช่วยปฏิบัติราชการที่กองควบคุมมาตรฐานสนามบิน โดยให้ขาดจากหน้าที่ในตำแหน่งเดิม พร้อมแต่งตั้งให้นางกรณิศ สุขการ ตำแหน่งนักวิชาการขนส่งชำนาญการท่าอากาศยานนราธิวาส ไปรักษาราชการแทนผู้อำนวยการท่าอากาศยานเบตง และแต่งตั้งโดยคำสั่งลงวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ลงนามโดยนายปริญญา แสงสุวรรณ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน

 

สำหรับหนังสือคำสั่ง จากกรมการท่าอากาศยานมีทั้งหมด 3 ฉบับ คือ 1.คำสั่งกรมท่าอากาศยาน ที่ 274/2565 เรื่อง ให้ข้าราชการไปช่วยปฏิบัติราชการ ด้วยพิจารณาเห็นเป็นการสมควรเพื่อให้การปฏิบัติราชการของกรมท่าอากาศยาน เป็นไปด้วย ความเรียบร้อย ต่อเนื่องและมีความเหมาะสม สามารถขับเคลื่อนภารกิจของกรมท่าอากาศยานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงให้ยกเลิกคำสั่งกรมท่าอากาศยาน ที่ 1041/2564 สั่ง ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 และให้นางดวงพร สุวรรณมณี ตำแหน่งผู้อำนวยการท่าอากาศยานนราธิวาส ตำแหน่งเลขที่333 ไปช่วยปฏิบัติราชการที่กองควบคุมมาตรฐานสนามบิน โดยให้ขาดจากหน้าที่ในตำแหน่งเดิมทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง สั่ง ณ วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2565

ฉบับที่ 2 คำสั่งกรมท่าอากาศยาน คำสั่งกรมท่าอากาศยาน ที่ 275/2565 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการให้รักษาราชการแทนตามที่กรมท่าอากาศยานได้มีคำสั่งให้นางดวงพร สุวรรณมณี ตำแหน่งผู้อำนวยการท่าอากาศยานนราธิวาส ไปช่วยราชการที่กองควบคุมมาตรฐานสนามบิน นั้นเพื่อให้การปฏิบัติราชการของท่าอากาศยานนราธิวาส เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต่อเนื่องและเกิดประโยชน์แก่ทางราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงให้ยกเลิกคำสั่งกรมท่าอากาศยาน ที่ 1231/2564 สั่ง ณ วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564 และแต่งตั้งให้ นางสาวสุรีรัตน์ ทิพย์โยธา ตำแหน่งนักวิชาการขนส่งชำนาญการพิเศษ ตำแหน่งเลขที่ 438 ท่าอากาศยานกระบี่ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการท่อากาศยานนราธิวาส โดยให้ขาดจากหน้าที่ในตำแหน่งเดิมทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงสั่ง ณ วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2565

และฉบับที่3 คำสั่งกรมท่าอากาศยาน ที่277/2565 เรื่องแต่งตั้งข้าราชการให้รักษาราชการแทน ตามที่กรมท่าอากาศยานได้ยกเลิกคำสั่งให้นางดวงพร สุวรรณมณี ตำแหน่งผู้อำนวยการท่าอากาศยานนราธิวาส ตำแหน่งเลขที่ 333 ไปช่วยราชการในฐานะผู้อำนวยการท่าอากาศยานเบตง โดยไม่ขาดจากหน้าที่ในตำแหน่งเดิม และให้ไปช่วยปฏิบัติราชการที่กองควบคุมมาตรฐานสนามบิน โดยให้ขาดจากหน้าที่ตำแหน่งเดิมนั้นเพื่อให้การปฏิบัติราชการของท่าอากาศยานเบตงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต่อเนื่องและเกิดประโยชน์แก่ทางราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงแต่งตั้งให้ นางกรณิศ สุขการ ตำแหน่งนักวิชาการขนส่งชำนาญการ ตำแหน่งเลขที่ 576 ท่าอากาศยานนราธิวาส รักษาราชการแทนผู้อำนวยการท่าอากาศยานเบตงโดยให้ขาดจากหน้าที่ในตำแหน่งเดิมทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง สั่ง ณ วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565

อ้างอิง
https://siamrath.co.th/economy

สรรพสามิตเซ็น MOU 2 ค่ายรถจีน ขายอีวีราคาถูก

กรมสรรพสามิตลงนาม 2 ค่ายรถจีน บันทึกข้อตกลงมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า “เกรทวอลล์-เอ็มจี” ส่งรถอีวีเข้าโครงการค่ายละ 3 รุ่น

วันที่ 21 มีนาคม 2565 นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ตามที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติเสนอ

โดยผู้ประกอบอุตสาหกรรมรถยนต์ที่เข้าร่วมมาตรการจะได้สิทธิประโยชน์จากการนำเข้าและผลิตรถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle : BEV) ทั้งภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต และเงินอุดหนุนจำนวน 70,000 หรือ 150,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่

ส่งผลให้ราคาของรถยนต์ไฟฟ้าลดลง และประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวต่อว่า ในวันนี้ (21 มีนาคม 2565) กรมสรรพสามิตได้จัดพิธีลงนามข้อตกลงตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าดังกล่าว ระหว่างกรมสรรพสามิตกับผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่พร้อมเข้าร่วมมาตรการ จำนวน 2 ราย ได้แก่

1.บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

2.บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัทเอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

ทั้งนี้ เมื่อได้ลงนามในข้อตกลงแล้ว ผู้ประกอบอุตสาหกรรมทั้ง 2 ราย จะได้รับสิทธิในการรับเงินอุดหนุนจากการจำหน่าย รถยนต์ BEV โดยในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้

โดยบริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำรถยนต์ BEV มาจำหน่าย จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ ORA GOOD CAT 500 ultra, ORA GOOD CAT 400 Tech และ ORA GOOD CAT 400 Pro

และบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัทเอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำรถยนต์ BEV มาจำหน่าย จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ MG ZS EV, MG EP และ MG EP PLUS ซึ่งราคาที่แสดงในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้จะเป็นราคาขายปลีกแนะนำที่ได้รับเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้นำเข้ารถยนต์และรถจักรยานยนต์รายอื่น ๆ เข้าร่วมลงนามข้อตกลงในอนาคตอันใกล้นี้ต่อไป

ประธานบอร์ด A5 เทหุ้นทำกำไรวันแรก 172 ล้าน ที่ราคาเฉลี่ย 4.65 บาท

ประธานบอร์ด A5 เทขายหุ้นวันแรกหลังกลับมาเทรดใหม่กว่า 37 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 4.65 บาท รับเงิน 172 ล้าน ขณะที่ราคาหุ้นร่วงอย่างหนักจาก 9 บาท เหลือ 2.22 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2565 นายเกรียงไกร ศิระวณิชการ ประธานกรรมการบริษัท บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 และผู้ถือหุ้นใหญ่ A5 จำนวน 307,134,850 หุ้น แจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ผ่านแบบ 59-1 ว่า ได้จำหน่ายหุ้น A5 จำนวน 37,134,850 หุ้นในราคาเฉลี่ย 4.65 บาทต่อหุ้น ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ทำให้ได้รับเงินจากการจำหน่ายครั้งนี้ราว 172 .26 ล้านบาท และจำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการจำหน่ายคิดเป็ 270 ล้านหุ้น

ทั้งนี้หุ้น A5 กลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อีกครั้งเมื่อวันที่ 7 มี.ค.2565 โดยราคาเปิดที่ 9 บาท สูงกว่าราคาปิดครั้งสุดท้ายก่อนถูกห้ามการซื้อขายที่ 1.50 บาท ท่ามกลางราคาหุ้น A5 ที่ผันผวนรุนแรง โดยราคาลงต่ำสุดที่ 1.75 บาท สูงสุดที่ 9 บาท และปิดตลาดที่ 2.22 บาท จากนั้นราคาลดลงต่อเนื่องล่าสุดวันนี้ปิดตลาดที่ 2.18 บาท

 

A5 เดิมชื่อ บริษัท อาดามัส อินคอร์ปอเรชั่น ( ADAM ) ซึ่งก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น ADAM เคยใช้ชื่อบริษัท อาร์เค มีเดีย โฮลดิ้ง (RK) เมื่อ 17 เม.ย.ปี 2562 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษอดีตกรรมการบริษัท ADAM 8 ราย ในกรณีของการเข้าไปซื้อหุ้นทั้งหมดของ บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ส์

ก.ล.ต.ระบุว่า เป็นการทำรายการทั้งที่ทราบว่าในระหว่างนั้นบริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ส์ เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องและอยู่ระหว่างถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ไต่สวนดำเนินคดี กรณีสงสัยว่าร่วมทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว และมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนของการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อย่างไรก็ตามปัจจุบันกลุ่มอดีตผู้บริหารของ ADAM นั้นไม่ได้เป็นกรรมการหรือบริหารงานใน A5 หลังจากที่กลุ่มปัญจทรัพย์เข้ารับไม้ต่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มากกว่า 50% และได้ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เต็ม โดยมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ปี 2564 มีรายได้กว่า 850 ล้านบาท และ กำไรสุทธิ 130 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าย้อนไประหว่างวันที่ 25 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2561 นายเกรียงไกร ศิระวณิชการ ได้ประกาศเป็นผู้จัดทำคำเสนอซื้อหุ้น ADAM จำนวนทั้งสิ้น 286,503,737 หุ้น หรือสัดส่วน 77.40 % ของทุนจดทะเบียน โดยตั้งโต๊ะรับซื้อ ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) ในราคาหุ้นละ 7 สตางค์

ก่อนทำการตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นดังกล่าว นายเกรียงไกร เข้ามาซื้อหุ้น ADAM จากบริษัท พนาไพรด์ โฮลดิ้ง จำกัด ในสัดส่วน 15.24% ของทุนจดทะเบียน และซื้อหุ้นจาก นายนพดล คงวิวัฒนากุล จำนวน 13,645,500 หุ้น หรือสัดส่วน 3.69% ของทุนจดทะเบียน และซื้อหุ้นจาก นางสาวพรรณี แสงเพิ่ม จำนวน 13,618,100 หุ้น หรือสัดส่วน 3.68% ของทุนจดทะเบียน ในราคาหุ้นละ 7 สตางค์เช่นกัน

อ้างอิง
https://www.bangkokbiznews.com/business

DRT ชูแนวคิด Circular Economy รับมือราคาพลังงานโลกพุ่งรอบ 10 ปี

‘บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร หรือ DRT’ เปิดแผนรับมือความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานพุ่ง ชูแนวคิด Circular Economy มุ่งบริหารจัดการทรัพยากรและพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมมุ่งรักษาอัตราการเดินเครื่องจักรทั้งปี 80-90% คุมต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำ หวังรักษาอัตราการทำกำไรขั้นต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 27-29%

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์และบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์ บอร์ดตกแต่งผนัง อิฐมวลเบา คานทับหลัง เคาน์เตอร์มวลเบาสำเร็จรูป ร้านกาแฟสำเร็จรูป (DIAMOND Cafe) และบริการติดตั้งโครงหลังคาและกระเบื้องหลังคา ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘ตราเพชร’ เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในรอบ 10 ปี จากความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียและยูเครน ทำให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องเร่งบริหารจัดการต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งในส่วนของ DRT นั้น บริษัทฯ ได้ยึดหลัก Circular Economy เพื่อบริหารจัดการด้านทรัพยากรและพลังงานหมุนเวียนอย่างคุ้มค่า ด้วยแนวคิด 3R หรือ Reduce Reuse Recycle เป็นแกนหลักในการดำเนินงานสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีการติดตั้ง Solar Rooftop ของโรงงานอิฐมวลเบา จังหวัดสระบุรี และโรงงานที่จังหวัดขอนแก่น ที่มีขนาดรวม 420 กิโลวัตต์ และโครงการเปลี่ยนหลอดไฟแสงสว่างมาเป็นหลอด LED ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า การนำไอน้ำที่เกิดจากการผลิตกลับมาใช้ซ้ำที่ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรสูงสุด

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่มีการติดตั้งหุ่นยนต์ Robotic การนำระบบออโตเมชัน (Automation) และ IoT เข้ามาช่วยยกระดับโรงงานสู่ Smart Factory เพื่อทดแทนการเพิ่มแรงงาน ควบคู่การมุ่งรักษาอัตราการเดินเครื่องจักรเฉลี่ยทั้งปีไม่ต่ำกว่า 80-90% ให้มีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำ สนับสนุนศักยภาพด้านการทำตลาดภายใต้กลยุทธ์ ‘สวยครบเซต ตราเพชรทั้งหลัง’ ให้แก่ผลิตภัณฑ์ ‘ตราเพชร’ ที่มีจุดแข็งด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์สามารถนำไปก่อสร้างบ้านได้ทั้งหลังและการบริหาร Product Mix จากแผนพัฒนาสินค้าใหม่ที่ชูจุดเด่นด้าน Function และ Fashion ที่เน้นผลิตภัณฑ์ที่ติดตั้งง่าย สะดวก รวดเร็ว มีรูปแบบและสีสันสวยงาม รองรับการฟื้นตัวของตลาดวัสดุก่อสร้างในปีนี้

“ความเสี่ยงจากปัจจัยลบด้านต้นทุนพลังงานเร่งตัวขึ้น แต่เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถบริหารจัดการได้ โดยมีแผนงานปีนี้ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงสุดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแผนบริหารจัดการด้าน Product Mix มุ่งเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้าในกลุ่มที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี เพื่อมุ่งรักษาอัตราการทำกำไรขั้นต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 27-29% และผลักดันการเติบโต 5% ตามแผนที่วางไว้”

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

TK ปีนี้ตั้งเป้าลูกหนี้เช่าซื้อรวมโต 40%

“ฐิติกร” ตั้งเป้าลูกหนี้เช่าซื้อ รวมทั้งธุรกิจหลักและธุรกิจอื่นๆ ในประเทศและต่างประเทศโตรวม 40% และปักธงเฉพาะลูกหนี้เช่าซื้อรวมเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในประเทศจะเติบโตถึง 40% แถมการได้รับใบอนุญาตเพิ่มเติมให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนำทะเบียน และธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยของบริษัทย่อยที่ TK ถือหุ้น 99.99% จะเป็นรายได้ใหม่เพิ่มเติม มองตลาดต่างประเทศทั้งในกัมพูชาและ สปป.ลาว ยังโตต่อเนื่อง

น.ส.ปฐมา พรประภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK เปิดเผยว่า ในปี 2565 นี้ TK จะเดินหน้ารุกตลาด โดยได้ตั้งเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจลูกหนี้เช่าซื้อรวมเติบโต 40% โดยลูกหนี้เช่าซื้อรวมคาดว่าจะอยู่ที่ 5,550 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 จาก 3,949 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 ซึ่งจะเป็นลูกหนี้เช่าซื้อรวมที่เติบโตจากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเติบโตจากธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ TK และจากรายได้อื่นๆ โดยเฉพาะรายได้จากธุรกิจใหม่ที่ TK เพิ่งได้รับใบอนุญาตเพิ่มเติมของบริษัทย่อยที่ TK ถือหุ้น 99.99% ทั้งธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย ของบริษัท ทีเค โบรคเกอร์ จำกัด หรือ TK Broker สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน หรือสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มิใช่สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน หรือสินเชื่อส่วนบุคคล ของบริษัท ทีเค เงินทันใจ จำกัด

“TK กำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจด้วยการบริหารการเงินอย่างระมัดระวัง เน้นรักษาสถานะเงินสดของบริษัทฯ ในระดับที่พร้อมลงทุนและเติบโตได้ทันที ซึ่งในปี 2565 นี้ บริษัทฯ พิจารณาสถานการณ์ในภาพรวมแล้วและเห็นว่าเป็นจังหวะที่เราจะรุกและลุยตลาดเพื่อเติบโตในธุรกิจเดิมที่บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญ ควบคู่กับการสร้างรายได้เพิ่มเติมจากบริการใหม่ที่ต่อยอดจากบริการเดิม นอกจากนี้ เรายังมองเห็นโอกาสที่จะเติบโตในตลาดต่างประเทศที่ TK มีธุรกิจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่กัมพูชา และ สปป.ลาว” น.ส.ปฐมา กล่าว

นายประพล พรประภา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK กล่าวเพิ่มเติมว่า ลูกหนี้เช่าซื้อรวมจะเติบโต 40% ในปี 2565 นี้ บริษัทฯ คาดว่าจะมาจากธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในประเทศของ TK ที่จะเติบโตจากปีก่อนถึง 40% โดยธุรกิจของ TK ในต่างประเทศทั้งในกัมพูชา และ สปป. ฃลาว จะเติบโตรวม 30% ที่สำคัญคือ TK จะมีรายได้จากบริการใหม่ ทั้งจากบริการสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนำทะเบียน และนายหน้าประกันวินาศภัย ซึ่งเป็นรายได้เพิ่มเติมจากเดิม

“สำหรับธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในประเทศ เรามีแผนที่จะขยายให้บริการ Dealers รถจักรยานยนต์อีก 300 ร้าน เป็น 800 ร้านในปีนี้ และเพิ่มยอดขายให้พันธมิตรเดิมและเพิ่มช่องทางในการให้บริการ โดยได้นำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการผ่าน TK Plus แอปพลิเคชัน และ Line @ TK Plus ซึ่งปัจจุบันมีผู้ดาวน์โหลดกว่า 140,000 ราย และกว่า 90,000 ราย ตามลำดับ ทั้งนี้ มีลูกค้าใช้ช่องทาง Online เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ TK สามารถลดต้นทุนในการบริหารลูกหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากที่ TK ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อต่อเนื่องมา 3 ปี ปี 2565 นี้ TK ตั้งเป้ากลับมาเติบโตอีกครั้ง หลังจากได้รับการตอบรับจากดีลเลอร์รถจักรยานยนต์เป็นอย่างดีในไตรมาส 4 ของปี 2564 ที่ผ่านมา ส่วนตลาดต่างประเทศในกัมพูชา และ สปป.ลาว บริษัทฯ มีแผนจะเพิ่มจำนวนสาขาอีก 3 สาขา รวมทั้งสิ้นเป็น 19 สาขา ภายในสิ้นปี 2565 นี้ ด้านบริการใหม่ต่างๆ TK จะเริ่มให้บริการนายหน้าประกันวินาศภัยและสินเชื่อจำนำทะเบียนในไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยจะให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนเป็นพิเศษเฉพาะกับลูกค้า TK ที่มีอยู่ในดาต้าเบสของ TK กว่า 3 ล้านราย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลจะกำหนดกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนหลังจากนี้” นายประพล กล่าว

ทั้งนี้ เป้าหมายดังกล่าวยังคงมีตัวแปรซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่เหนือการควบคุม ทั้งสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งบริษัทฯ คาดหวังว่าการระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอนจะไม่รุนแรง ไม่เกิดการระบาดเวฟใหม่ที่รุนแรงกว่าจนต้องปิดประเทศ และสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนจะยุติได้ในไม่ช้า รวมทั้งประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดเพดานดอกเบี้ยตามร่างประกาศสัญญาเช่าซื้อของภาครัฐที่บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเสรี เพื่อประโยชน์กับภาคประชาชนในการเข้าถึงแหล่งเงินได้โดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร? หากราคาน้ำมันพุ่งถึง 150 เหรียญต่อบาร์เรล

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งสมมติฐานหากราคาน้ำมันจาก 100 เหรียญต่อบาร์เรลไปถึง 150 เหรียญต่อบาร์เรล จะส่งผลต่อเศรษฐกิจหลายประเทศทั่วโลกขยายตัวช้าลงกว่าคาด ชี้ประเทศไทยเศรษฐกิจชะลอต้นทุนการนำเข้าสูง-เร่งความเสี่ยงเงินเฟ้อไทยสูงขึ้น

วันที่ 11 มีนาคม 2565 ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า จากการคว่ำบาตรระหว่างชาติตะวันตกกับรัสเซียเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2565 และอาจจะลุกลามไปสู่การคว่ำบาตรเรื่องพลังงาน ทั้งแก๊สธรรมชาติและน้ำมัน ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

ในขณะที่การผลิตน้ำมันไม่เพียงพ่อต่อความต้องการน้ำมันได้ อีกทั้งมีการชะลอการผลิตลงจากหลากหลายส่วน ทำให้ทิศทางราคาพลังงานมีแนวโน้มขยับขึ้น ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 เหรียญต่อบาร์เรล มีโอกาสจะขยับไปถึง 120 เหรียญต่อบาร์เรล และมีความเป็นไปได้ที่จะสูงขึ้นไปได้อีก

ทางสำนักวิจัยได้ใช้แบบจำลองจาก Oxford Economics (ภาพประกอบ) เปรียบเทียบผลกระทบทางเศรษฐกิจ (GDP) ในแต่ละประเทศ บนสมมติฐาน กรณีราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยทั้งปี ขยับขึ้น 50 เหรียญต่อบาร์เรล จากสมมติฐาน 100 เหรียญต่อบาร์เรล ไปที่ 150 เหรียญต่อบาร์เรล จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง GDP อย่างไรเมื่อเทียบกับกรณีฐาน

ประเทศที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูงขึ้น คือ รัสเซีย และประเทศกลุ่ม OPEC ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน ขณะที่ประเทศที่ใช้น้ำมันมากๆ อาทิ ไทย อินเดีย ประเทศในอาเซียน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศ จะมีเศรษฐกิจที่ชะลอกว่าคาด นั่นคือ ชะลอกว่ากรณีฐานที่ราคาน้ำมัน 100 เหรียญต่อบาร์เรล แปลว่า ถ้าราคาน้ำมัน 150 เหรียญต่อบาร์เรล เศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ เพียงแต่จะขยายตัวช้าลงกว่ากรณีฐาน เช่น ไทย อาจจะชะลอได้ 0.3% จากกรณีฐาน

ดังนั้น มีความเป็นไปได้ว่า รัสเซีย และประเทศกลุ่ม OPEC ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูง จะไม่เร่งรีบเจรจา หรือเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน จนทำให้ราคาน้ำมันย่อลงในทันที ส่วนประเทศที่ได้รับผลกระทบ คงต้องติดตามกันต่อไป ว่าราคาน้ำมันที่คาดกันว่าจะอยู่ระดับที่สูงเกิน 120 เหรียญต่อบาร์เรล จะทะยานขึ้นไปแตะระดับ 150 เหรียญต่อบาร์เรล หรือไม่ โดยคาดว่าจุดพีคจะอยู่ในช่วงไตรมาสที่ 2

“สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจที่ชะลอลง มาจากราคาน้ำมันที่สูง ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูง รวมทั้งเงินเฟ้อของไทยก็มีความเสี่ยงจะสูงขึ้น โดยเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้มีโอกาสที่ขึ้นไประดับ 4-5% และมีโอกาสที่เงินเฟ้อของไทยจะทะลุ 5% ได้ จากราคาพลังงาน และราคาอาหารสด ในช่วงไตรมาสที่สอง อย่างไรก็ดี กรณีราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 150 เหรียญต่อบาร์เรล คงเป็นสถานการณ์ชั่วคราวในไตรมาส 2 หลังจากนั้น ราคาน้ำมันน่าจะย่อลง จากการที่คนเริ่มหาพลังงานทางเลือกมากขึ้น แม้ GDP ของไทย ยังขยายตัวในระดับสูงกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา แต่มีโอกาสเห็นเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้” ดร. อมรเทพ กล่าว

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/finance

รัสเซีย-ยูเครน: “ดร.ก้องเกียรติ” ชี้ยืดเยื้อกระทบลงทุน-แนะไทยเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ

ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ชี้สงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่อยืดเยื้อกระทบบรรยากาศลงทุน ชงรัฐยกเลิกตรวจ RT-PCR เข้าประเทศแบบเสรี แนะต้องกล้าปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่

วันที่ 3 มีนาคม 2565 ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASP และบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ผมประเมินว่าสงครามรัสเซียและยูเครนรอบนี้คงไม่น่าจะจบเร็ว เพราะถ้ารัสเซียเคลื่อนกำลังพลเข้าไปค่อนข้างมาก นั่นคือพยายามจะยึดทั้งประเทศ เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าจะเจอแรงต้านที่สูงมาก เพราะฉะนั้น สถานการณ์คงจะยืดเยื้อออกไป แต่ความยืดเยื้อดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนคุ้นชินไปเอง ไม่ต่างจากการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ตลาดหุ้นร่วงหนักแค่ช่วงแรกจากความตกใจของนักลงทุน แต่หลังจากนั้นภาพตลาดหุ้นจะแกว่งขึ้น-ลงจนกลายเป็นเรื่องปกติ

โดยจากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เกิดขึ้นนั้น ได้สร้างความไม่แน่นอนต่อการลงทุน เกิดความลังเลและชะลอตัดสินใจลงทุน ทั้ง ๆ ที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัสเซียและยูเครน และแน่นอนผลกระทบชัดเจนที่สุดคือ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น กระทบต้นทุนการขนส่งที่แพงขึ้น และกระทบถึงทุกประเทศที่ไม่มีส่วนร่วมในสงครามด้วย

“แต่อย่างไรก็ตาม แม้วิกฤตความขัดแย้งระหว่างประเทศในหลาย ๆ ครั้ง ๆ ความผันผวนจะอยู่กับเรานาน แต่ในแง่ผู้ลงทุนก็มองเป็นโอกาสได้ ถ้ากล้าซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดตกใจมากๆ เหมือนซื้อเมื่อเสียงปืนดังขึ้นนัดแรก และเมื่อไหร่ที่เหตุการณ์จบลงก็เป็นช่วงขาย” ดร.ก้องเกียรติกล่าว

ทั้งนี้ สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์การลงทุน ไม่กล้าถือของนาน ช่วงนี้หลีกเลี่ยงลงทุนไปก่อน เพราะไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์รัสเซียยูเครนจะจบอย่างไร

ชงรัฐยกเลิกตรวจ RT-PCR เข้าประเทศ
ดร.ก้องเกียรติกล่าวต่อว่า สิ่งที่อยากฝากรัฐบาลไทยคือ อยากจะให้เปิดประเทศแบบเสรีโดยเร็ว ซึ่งปัจจุบันเวียดนามเริ่มเปิดประเทศเแบบเสรีไปแล้ว โดยตรวจ RT-PCR ก่อนขึ้นเครื่องบินเท่านั้น ลงเครื่องไม่ต้องตรวจซ้ำ สามารถเดินทางเข้าประเทศได้เลย ขณะที่ควรปรับราคาค่าตรวจ RT-PCR ให้ถูกลง เพราะตอนนี้แพงเกินไป ที่เวียดนามมีพนักงานมาตรวจถึงบ้านแค่ประมาณ 1,500 บาท รู้ผลใน 4 ชั่วโมง ที่ดูไบมีพนักงานมาตรวจถึงที่พักโรงแรมแค่ 1,800 บาท รู้ผลใน 4 ชั่วโมงเช่นกัน แต่ไทยถ้าจะตรวจแบบด่วนๆ ต้องเพิ่มเงินหลายพัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อนักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางมาไทย

“ไทยต้องชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย ซึ่งผมเชื่อว่าคนที่เดินทางเข้ามาในไทยน่าจะปลอดภัยมากกว่าคนที่อยู่ในประเทศไทย เพราะผ่านการตรวจ RT-PCR เรียบร้อยแล้ว เปอร์เซ็นต์การติดโรคระหว่างเดินทางน่าจะน้อย ส่วนการจะทำให้คนในประเทศติดเชื้อโควิดน้อยลงนั้น คือกระตุ้นการฉีดวัคซีนในสัดส่วนที่สูงขึ้น ซึ่งตอนนี้เปอร์เซ็นต์ยังน้อยกว่าบางประเทศเพื่อนบ้าน” ดร.ก้องเกียรติกล่าว

แนะปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่
ดร.ก้องเกียรติกล่าวอีกว่า ไทยต้องปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตอนนี้เรายังอนุรักษนิยมเกินไป ตั้งแต่เรื่องกฎหมายควรยกเว้นภาษีพวกธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital: VC) และสตาร์ตอัพ ซึ่งล้วนจะสนับสนุนการสร้างธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอีกมากในอนาคต ฉะนั้น ตอนนี้เราถือว่ายังล้าหลังเมื่อเทียบเพื่อนบ้าน และการซื้อขายหุ้นนอกตลาด(Private equity) ด้วย

นอกจากนี้ กฎหมายต่อกลุ่มชาวต่างชาติที่มาทำงานในไทย ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเงินเดือนสูง ต้องทบทวนเรื่องลดภาษีบุคคธรรมดาของคนกลุ่มนี้ด้วย

“วันนี้เราต้องกล้าๆ ไม่ใช่กล้าๆ กลัวๆ เวียดนามตอนนี้เปิดประเทศเร็ว กฎหมายง่าย ถึงแม้จะเป็นชาติคอมมิวนิสต์ คนอาจมองว่าได้เปรียบในแง่รัฐบาลมีความต่อเนื่อง แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้าง และผมเสียดายที่ไทยวันนี้ GDP เราโตแค่ 3% โดยเฉลี่ย ทั้งๆ ที่ในอดีตเคยโตระดับ 8-12% กลายเป็นกำลังกินบุญเก่า ส่วนของใหม่ไม่ค่อยมี ผมเชื่อว่าทุกรัฐบาลทราบปัญหา แต่กลัวทำหรือเปล่าแค่นั้นเอง” ดร.ก้องเกียรติกล่าว

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/finance

เช็กเลย ธ.ก.ส. ปล่อยกู้เงินด่วน A-Cash Gold แก้หนี้นอกระบบ วงเงินกู้ 1 แสนบาท

ธ.ก.ส. ปล่อยกู้เงินด่วน A-Cash Gold วงเงินรายละไม่เกิน 100,000 บาท ชำระคืนภายใน 1 ปี ในอัตราดอกเบี้ย MRR เสริมสภาพคล่องในการลงทุน-ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในครัวเรือนให้กับลูกค้า หวังช่วยลดปัญหาการก่อหนี้นอกระบบ

นายพงษ์พันธ์ จงรักษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าและป้องกันการก่อหนี้สินนอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูงและไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร ธ.ก.ส.จึงเปิดตัวสินเชื่อเงินด่วน A-Cash Gold

 

เพื่อสนับสนุนลูกค้าให้มีเงินทุนในการเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพหรือเป็นค่าใช้จ่ายสำรองเงินฉุกเฉินในครัวเรือน วงเงินรายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปี (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.50 ต่อปี) กำหนดการชำระคืนภายใน 12 เดือนนับจากวันที่ทำสัญญา

สำหรับเงื่อนไขการกู้เงินสินเชื่อ A-Cash Gold ต้องเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ที่มีประวัติการชำระหนี้ โดยลูกค้าสามารถใช้หลักประกันที่จดทะเบียนจำนองได้ไม่เกินร้อยละ 95 ทั้งนี้ ลูกค้าที่สนใจสินเชื่อเงินด่วน A-Cash Gold สามารถติดต่อได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สอบถามเพิ่มเติมที่ Call Center 02 555 0555

อ้างอิง
https://www.thansettakij.com/money_market

แบงก์รัฐจัดสินเชื่อดอกเบี้ยถูก หนุนแจ้งเกิดอุตฯรถอีวี

แบงก์รัฐรับลูกนโยบายรัฐบาล แห่ออกสินเชื่อหนุนอุตสาหกรรมรถยนต์อีวี “ออมสิน” จัดดอกเบี้ยพิเศษคงที่ 2 ปีแรก 2.99% ต่อปี กู้ได้สูงสุด 10 ล้านบาท ขณะที่ “EXIM BANK” สนับสนุนอีวีทั้งซัพพลายเชน จัดสินเชื่อปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตปล่อยกู้สูงสุด 100 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำสุด 2% เผยธุรกิจขอกู้แล้ว 1,500 ล้านบาท ฟาก “SME D Bank” อัดสินเชื่อเพิ่มศักยภาพ SMEs กู้ได้สูงสุด 15 ล้านบาท ดอกเบี้ย 2% ปลอดชำระเงินต้นไม่เกิน 18 เดือน

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีความชัดเจนเรื่องนโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (รถยนต์อีวี) เพื่อลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งในการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์ตแบตเตอรี่ และอื่น ๆ ทางธนาคารออมสินมีจัดสินเชื่อไว้รองรับ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสภาพคล่อง เพื่อนำไปลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้อง

ได้แก่ สินเชื่อ GSB for BCG Economy สนับสนุนธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสรรค์สังคม ไม่จำกัดวงเงินกู้ เริ่มตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ดอกเบี้ยพิเศษคงที่เริ่มต้น 3.99% ต่อปี ใน 2 ปีแรก กรณีมีหลักประกันค้ำเต็มวงเงินกู้ ส่วนกรณีมีหลักประกันค้ำไม่น้อยกว่า 30% ใน 2 ปีแรก คิดดอกเบี้ย 4.99% ต่อปี ปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 2 ปี และผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี

นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง หรือเพื่อต่อเติมซ่อมแซมสถานที่ หรืออุปกรณ์ที่ใช้ประกอบกิจการ โดยให้วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาทต่อราย มีทั้งเงินกู้ระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 2.99% ต่อปี ปีที่ 3 เป็นต้นไป คิดอัตราดอกเบี้ย MOR (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี) และเงินกู้ระยะยาวให้กู้สูงสุดไม่เกิน 10 ปี ปีแรกไม่ต้องชำระเงินต้น คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 2.99% ต่อปี ปีที่ 3-10 คิดอัตราดอกเบี้ย MLR (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา)

“ธนาคารออมสินเพิ่งออกสินเชื่อดังกล่าวในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยสินเชื่อที่ออกมานี้ไม่ได้จำกัดเรื่องวงเงิน ดังนั้น ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถเข้ามาขอสินเชื่อดังกล่าวได้ตลอด” นายวิทัยกล่าว

นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า EXIM BANK สนับสนุนสินเชื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในธุรกิจอีวี และที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างอุตสาหกรรมอีวีให้เกิดขึ้นในประเทศ ตลอดทั้ง supply chain โดยล่าสุดได้ออกสินเชื่อ EXIM Biz Transformation Loan สนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 2% ต่อปี วงเงินกู้สูงสุด 100 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลาผ่อนชำระได้สูงสุด 7 ปี เป็นต้น

“ที่ผ่านมา EXIM BANK สนับสนุนวงเงินสินเชื่อที่เกี่ยวกับรถอีวี รวมแล้วกว่า 1,500 ล้านบาท อาทิ ธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ ธุรกิจติดตั้งสถานี EV Charging โรงประกอบรถอีวี รวมถึงเรือไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลและส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ ก่อให้เกิดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนในอนาคต” นายรักษ์กล่าว

นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนการดูแลสิ่งแวดล้อมออกมาเพิ่มเติม โดยที่ผ่านมา ได้ออกโครงการสินเชื่อเพิ่มศักยภาพ SME วงเงิน 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลากู้นานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระเงินต้นสูงสุดไม่เกิน 18 เดือน เพื่อให้นำไปปรับปรุง หรือลงทุน เงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง หรือฟื้นฟูกิจการ ทั้งธุรกิจปัจจุบัน หรือเริ่มต้นธุรกิจใหม่

“สินเชื่อดังกล่าว แบงก์สนับสนุนให้สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ผลิต ให้บริการ ค้าปลีกค้าส่ง หรือผู้ใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG ที่ดำเนินธุรกิจ ได้แก่ 1.เกษตรอุตสาหกรรมหรืออาหารแปรรูปที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ 2.อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานชีวมวล 3.อุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือบริการทางการแพทย์ 4.กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ และ 5.อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เช่น ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ใช้ประกอบเป็นยานยนต์ไฟฟ้า” นางสาวนารถนารีกล่าว

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/finance