EXIM BANK ผนึกกำลัง บสย. เติมทุน-ค้ำประกัน เปิดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการให้สินเชื่อแก่ Supply Chain การส่งออก

EXIM BANK ผนึกกำลัง บสย. เติมทุน-ค้ำประกัน เปิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นนวัตกรรมการให้สินเชื่อแก่ Supply Chain การส่งออก เดินเกมเปลี่ยนประเทศไทยเติมเต็มเศรษฐกิจฐานรากและวงจรธุรกิจส่งออก ดันเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวและเติบโตยั่งยืน

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า การส่งออกเป็นเครื่องจักรสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2565 อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนลุกลามจนกลายเป็นสงครามตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ได้บั่นทอนทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย รวมทั้งกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงราว 5% นับตั้งแต่เกิดสงคราม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดและมีความเสี่ยงจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้นจากการนำเข้าน้ำมันในราคาที่สูงขึ้น หลายหน่วยงานเศรษฐกิจคาดการณ์ว่า GDP ประเทศไทยในปี 2565 จะขยายตัวไม่ถึง 3% จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด และความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น โดยเงินเฟ้อเดือนมีนาคมอยู่ที่ 5.7% สูงสุดในรอบ 13 ปี กดดันกำลังซื้อและต้นทุนการผลิต

กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ความยืดเยื้อของสงครามรัสเซีย-ยูเครนเปรียบเสมือน “มะเร็ง” ที่อาจลุกลามและสร้างแรงกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อความเชื่อมั่นและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย แม้ในระยะแรกอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัด เพราะไทยพึ่งพาการค้ากับรัสเซียและยูเครนเพียง 0.6% (รัสเซีย 0.5% ยูเครน 0.1%) ของมูลค่าการค้ารวมของไทย แต่อาจกดดันการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอยู่บ้าง โดยนับตั้งแต่เปิดประเทศเมื่อปลายปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวรัสเซียได้กลับเข้ามาในประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย อย่างไรก็ตาม ภาวะปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับผลกระทบทางอ้อมด้านราคา (Price Effect) ที่ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่รัสเซียและยูเครนมีส่วนแบ่งในตลาดโลกค่อนข้างมาก ที่เห็นได้ชัดได้แก่ สินค้ากลุ่มพลังงาน โดยราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 40% จนเริ่มส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานสูง เช่น การขนส่ง โรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล เหล็ก ซีเมนต์ รวมถึงกลุ่มธัญพืชที่จะกระทบต่อการผลิตอาหาร และกลุ่มแร่หายากที่จะกระทบต่อการผลิตในภาคอุตสาหกรรมตามมา นอกจากนี้ ผลกระทบด้านราคาดังกล่าวยังอาจลุกลามจนกระทบอุปสงค์ในประเทศ การบริโภคถูกกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น การลงทุนอาจได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่อ่อนค่า ทำให้การนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนมีราคาแพงขึ้น

 

ดร.รักษ์ กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามความเสี่ยงดังกล่าวและขยายตัวได้ต่อเนื่อง ผู้ส่งออกไทยภายใต้โลกยุค Next Normal ต้องพลิกโฉม Supply Chain ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การหาวัตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า การขาย และตัวสินค้าเอง กล่าวคือ การหาวัตถุดิบเพื่อป้อนกระบวนการผลิตมุ่งเน้นแหล่งใกล้ๆ โดยเฉพาะภายในประเทศหรือภูมิภาคเดียวกันมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงด้านการขาดแคลนวัตถุดิบหรือข้อจำกัดของการขนส่งข้ามประเทศ การผลิตในแต่ละขั้นตอนเน้นการยกระดับเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและมูลค่าสินค้า การขนส่งและกระจายสินค้าต้องมีแผนสำรองอยู่เสมอ การขายสินค้าเน้นออนไลน์มากขึ้น สินค้าต้องมีอัตลักษณ์และสอดรับกับเมกะเทรนด์ยุคใหม่ เช่น การใส่ใจสิ่งแวดล้อม ขณะที่ผู้ส่งออกไทยพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เป็นส่วนใหญ่ คิดเป็น 70% ของมูลค่าส่งออกรวม และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศประสบปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น EXIM BANK จึงร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สนับสนุนให้ผู้ประกอบการใน Supply Chain การส่งออกเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อเสริมสภาพคล่องและยกระดับคุณภาพธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างผู้ผลิตเพื่อผู้ส่งออก ผู้ส่งออก และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ตลอดทั้งกระบวนการของธุรกิจส่งออกและที่เกี่ยวเนื่องให้แข็งแกร่งและแข่งขันได้ในระดับสากล

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK และนายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. จึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นนวัตกรรมการให้สินเชื่อแก่ Supply Chain การส่งออก โดยนำ บสย. เข้ามาแทนหลักทรัพย์ค้ำประกันโดยสมบูรณ์และปลดล็อกให้ “บุคคล” สามารถกู้เงินทำธุรกิจเพื่อส่งมอบวัตถุดิบให้ผู้ส่งออก เติมเต็มสภาพคล่องให้แก่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อกระตุ้นการส่งออกของไทยท่ามกลางปัจจัยท้าทายในปัจจุบัน

สินเชื่อเอ็กซิมเพื่อซัปพลายเออร์ส่งออก สำหรับนิติบุคคลและบุคคลที่ผลิต/จำหน่ายสินค้าและบริการให้แก่ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการที่ยังไม่พร้อมดำเนินธุรกิจส่งออก วงเงินกู้สูงสุด 5 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย Prime Rate (เท่ากับ 5.75% ต่อปี ณ ปัจจุบัน) ตลอดอายุโครงการ 5 ปี ใช้เพียงหนังสือค้ำประกัน บสย. ร่วมกับผู้บริหารหลัก และ/หรือนิติบุคคลค้ำประกัน พิเศษ! ลดดอกเบี้ยอีก 0.75 % ในปีแรก สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม S-curve ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีเอกสารรับรองคาร์บอนฟุตพรินต์ตามที่ธนาคารกำหนด

 

สินเชื่อ EXIM Logistics สำหรับผู้ให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ทั้งทางเรือ ทางบก และทางอากาศ วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 5.0% ต่อปีในปีแรก สำหรับวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท สามารถใช้เพียงหนังสือค้ำประกัน บสย. ร่วมกับบุคคลหรือนิติบุคคลค้ำประกันเท่านั้น พิเศษ! ลดดอกเบี้ยอีก 0.50% ใน 2 ปีแรกสำหรับผู้เข้าร่วมงานและลงทะเบียนในกิจกรรมต่างๆ ของ EXIM BANK หรืออยู่ในสมาคมหรือเป็นสมาชิกตามที่ธนาคารกำหนด

ผู้สนใจสามารถขอรับบริการได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 31 มีนาคม 2566 สอบถาม EXIM Contact Center โทร.0-2169-9999 พิเศษ! หากขอสินเชื่อภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2565 รับส่วนลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ต่อปีในปีแรก ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ค่าธรรมเนียม Front-end Fee รวมลดเหลือเพียง 1% จากเดิม 2% กรณีใช้ บสย. ค้ำประกันร่วม เพื่อลดภาระผู้ประกอบการเพิ่มเติม

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวว่า บสย. พร้อมจับมือพันธมิตรเพื่อให้การสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจส่งออก และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยมีวงเงินค้ำประกันรวม 94,000 ล้านบาท ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 9 (PGS 9) ประกอบด้วย 3 โครงการสำคัญ ดังนี้

โครงการ บสย. SMEs นำเข้า-ส่งออก วงเงิน 1,000 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปี

โครงการ บสย. SMEs เติมเต็มรายย่อย วงเงิน 8,000 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปี

โครงการ บสย. SMEs ดีแน่นอน วงเงิน 85,000 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียม 2 ปี
วงเงินค้ำประกันจำนวน 94,000 ล้านบาท จะก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบอย่างน้อย 116,000 ล้านบาท สามารถช่วยเหลือ SMEs ได้จำนวน 20,600 ราย และยังช่วยรักษาการจ้างงานในระบบกว่า 600,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ถือเป็นภาระกิจสำคัญที่ บสย. ต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2565 สอบถามศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs บสย. F.A.Center โทร.0-2890-9999 หรือ Line @doctor.tcg

“ท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้าน EXIM BANK ยังมุ่งสู่บทบาทธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย เร่งเดินหน้าสานพลังกับพันธมิตร เช่น บสย. ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานอยู่ระหว่างพัฒนาเครื่องมือในการประเมินคุณภาพสินเชื่อ (Credit Scoring) และส่งต่อลูกค้าระหว่างกัน (Referral) เพื่อให้สามารถบริการแก่ผู้ประกอบการได้สะดวก รวดเร็ว และง่ายยิ่งขึ้น เร่งฟื้นเศรษฐกิจไทยและต่อยอดการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืน โดยใช้จุดแข็งของทั้ง 2 องค์กร ทำหน้าที่ซ่อม สร้าง และเสริมให้เศรษฐกิจตั้งแต่ระดับบุคคล ครัวเรือน ชุมชน ไปจนถึงโรงงานสามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ใช้ศักยภาพของตนเองบวกกับความได้เปรียบของประเทศเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างไร้พรมแดน สร้างเสน่ห์ของสินค้าไทยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีดิจิทัล และสุขภาพมากขึ้น สร้างเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG Economy โดยสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” ดร.รักษ์ กล่าว

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

ASW ท็อปฟอร์มไตรมาสแรกกวาดยอดพรีเซล 3,250 ล้านบาท ทะลุ 33%

 

ASW ไตรมาสแรกทำยอดขายพรีเซล 3,250 ล้านบาท คิดเป็น 33% จากเป้าหมายทั้งปีที่ 10,000 ล้านบาท ไตรมาส 2 เดินหน้าเปิด 3 โครงการใหม่ ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมบนทำเลทอง มั่นใจหนุนยอดขายสร้างสถิติใหม่ที่ 10,000 ล้านบาท

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เปิดเผยว่า บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการสร้างยอดขายในไตรมาสแรกของปี 2565 อยู่ที่ 3,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และคิดเป็น 33% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่ตั้งไว้ที่ 10,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าด้วยยอดขายที่เติบโตได้ดี จะผลักดันยอดขายรวมปีนี้สร้างสถิติใหม่ที่ 10,000 ล้านบาทตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ยอดขายไตรมาสแรกที่ 3,250 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มคอนโดมิเนียมคิดเป็น 96% และกลุ่มบ้านจัดสรร 4% หากแบ่งตามสถานะโครงการ มีสัดส่วนยอดขายจากโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) 46% และกลุ่มโครงการที่เพิ่งเปิดขายหรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง (On Construction) 54%

“คีย์ซักเซสที่ผลักดันให้ ASW เป็นผู้ดำเนินธุรกิจอสังหาฯ ที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง มาจากที่เราเข้าใจ Consumer Insight พร้อมกับการออกแบบโครงการให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในหลากหลายมิติ ทั้งรูปแบบการ Work From Home การทำกิจกรรมต่างๆ และการพักผ่อนตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละกลุ่มลูกค้า ภายใต้การสร้างสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศที่เข้าใจผู้อยู่อาศัย เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีสอดแทรกเข้าไปกับการออกแบบโครงการ การใส่ใจรายละเอียด ตลอดจนความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อให้ลูกบ้านได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งการบริหารงานที่มีการวิเคราะห์เน้นการศึกษาตลาด และการเลือกทำเลที่มีศักยภาพ” นายกรมเชษฐ์ กล่าว

ASW ท็อปฟอร์มไตรมาสแรกกวาดยอดพรีเซล 3,250 ล้านบาท ทะลุ 33%

ทั้งนี้ ในปี 2565 บริษัทฯ วางแผนเปิดโครงการใหม่ 7 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 12,400 ล้านบาท โดยแผนงานไตรมาส 2/2565 จะเปิดตัว 3 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการแนวราบ Esta Rangsit Khlong 2 จำนวน 153 ยูนิต มูลค่าโครงการ 680 ล้านบาท 2) โครงการคอนโดมิเนียม Atmoz Flow Minburi จำนวน 739 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,350 ล้านบาท และ 3) โครงการคอนโดมิเนียม Atmoz Portrait Srisaman จำนวน 678 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,150 ล้านบาท มั่นใจว่าด้วยศักยภาพโครงการ ทำเลที่โดดเด่น การออกแบบดีไซน์โครงการที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า และแผนกลยุทธ์การตลาด จะผลักดันยอดขายในช่วงไตรมาส 2 ให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย

บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่มีความมุ่งมั่นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวสูงและแนวราบบนทำเลศักยภาพ ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” ปัจจุบันได้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและโครงการบ้านจัดสรรมาแล้วกว่า 39 โครงการ ภายใต้แบรนด์ในเครือที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความสุขให้เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ ได้แก่ แบรนด์ เคฟ (KAVE), แบรนด์ แอทโมซ (ATMOZ), แบรนด์ โมดิซ (MODIZ), แบรนด์ เอสต้า (ESTA) และ แบรนด์ ดิ ออเนอร์ (THE HONOR) รวมมูลค่าโครงการกว่า 38,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและโครงการพร้อมอยู่ จำนวน 31 โครงการ และโครงการที่กำลังเปิดขายและอยู่ระหว่างการพัฒนา จำนวน 8 โครงการ โดยปัจจุบันมียอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่ารวมกว่า 7,338 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง

อ้างอิง
https://www.bangkokbiznews.com/business

จับตารายงานเฟด-สงครามรัสเซียหนุนเงินบาทผันผวน

แบงก์ประเมินกรอบเงินบาทเคลื่อนไหว 33.15-33.75 บาทต่อดอลลาร์ จับตา “รายงานการประชุมเฟด ส่งสัญญาณเร่งขึ้นดอกเบี้ย-ลดงบดุล-เจรจาสันติภาพรัสเซียและยูเครน” หนุนเงินบาทผันผวน

วันที่ 3 เมษายน 2565 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า (วันที่ 4-8 เมษายน 65) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.25-33.75 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตามจะเป็นถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงรายงานการประชุมของเฟด โดยตลาดรอดูว่าจะมีการพูดถึงการขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ยังไง และรายละเอียดของการลดงบดุลหรือไม่

ทั้งนี้ หากในรายงานมีเรื่องลดงบดุลจะลดแรงกว่าคาด ซึ่งอาจจะดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ปรับตัวขึ้นได้ ทำให้อาจเห็นแรงเทขายบอนด์ รวมถึงฝั่งไทยก็อาจจะโดนด้วย และอาจจะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าได้

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ จะเป็นตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคบริการของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อนการสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยแรงของสหรัฐฯ ได้หากตัวเลขออกมาค่อนข้างดี รวมถึงตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของไทยที่คาดว่าจะออกมาใกล้เคียงในระดับ 6%

อย่างไรก็ดี จะไม่มีผลต่อการตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตามที่ธปท.ส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ ตลอดจนยังคงต้องติดตามประเด็นความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนต่อเนื่อง เพราะมีผลต่อบรรยายตลาด

“ค่าเงินบาทยังคงมีความผันผวนและสวิงเยอะ และมีความเสี่ยงอ่อนค่าได้จากประเด็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน หากสถานการณ์ดีขึ้นก็อาจเห็นบาทแข็งค่าได้ หรือสถานการณ์ยังไม่ดีบาทไปในทางอ่อนค่า ซึ่งแนวต้านอยู่ที่ 33.50-33.70 บาทต่อดอลลาร์”

สำหรับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ตลาดหุ้นซื้อสุทธิ 1.24 หมื่นล้านบาท ส่วนตลาดบอนด์ซื้อสุทธิ 9.9 พันล้านบาท

ขณะที่ฟันด์โฟลว์สัปดาห์หน้า ประเมินว่าตลาดหุ้นก็จะยังมีเงินไหลเข้าได้บ้าง แต่อาจจะเริ่มมีขายแล้ว เพราะว่า SET index จะแตะแนวต้าน แต่โดยรวม หุ้นน่าจะซื้อสุทธิมากกว่า 5 พันล้านบาท ส่วนบอนด์ มีฝรั่งมาซื้อตัวสั้นเยอะก็จริง แต่ก็เริ่มน้อยลง โดยสัปดาห์หน้าคิดว่าคงมีมาซื้อบ้าง

โดยสัญญาณนักลงทุนอาจจะมาทำพวกส่วนต่าง Arbitrage ซื้อบอนด์สั้นแบบต้นปีได้อยู่ แต่อาจไม่เยอะมาก เพราะส่วนต่างไม่เยอะ ส่วนบอนด์ยาว น่าจะมีมาขายบ้าง เพราะยีลด์ระยะยาวลงมาระดับนึง ดังนั้น ภาพรวมรวมคิดว่าอาจจะซื้อสุทธิ แต่ไม่เยอะมากอยู่ที่กว่า 5 พันล้านบาท

นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการสายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรอบเคลื่อนไหวในสัปดาห์หน้าอยู่ที่ 33.15-33.70 บาทต่อดอลลาร์ โดยต้องติดตามรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รอบล่าสุด และสถานการณ์ความคืบหน้าเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ส่วนต่างพันธบัตร (บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ) และทิศทางโควิด-19 ในจีนเป็นหลัก

โดยกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย มองว่ายังคงไหลเข้าหุ้นไทย แต่แนวโน้มอาจซึมลงก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลอีสเตอร์ อีกทั้งขึ้นอยู่กับราคาพลังงานในตลาดโลก ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการผลิตและดุลการค้าของไทย ขณะที่เฟดมีแนวโน้มเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาส 2-3 ของปีนี้

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/finance

Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง หนุน SET ยืนเหนือ 1,700 จุด

หุ้นปิดบวก 6.07 จุด หลังซึมซับปัจจัยลบไปแล้ว คาดหวัง ศก.ไทยฟื้นกลางปีหนุน Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง โดยสามารถยืนเหนือระดับ 1,700 จุดได้ ซึ่งแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่เคลื่อนไหวอยู่ในแดนบวกและลบสลับกัน

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโสและนักกลยุทธ์ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้น โดยสามารถยืนเหนือระดับ 1,700 จุดได้ ซึ่งแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่เคลื่อนไหวอยู่ในแดนบวกและลบสลับกัน เนื่องจากนักลงทุนน่าจะซึมซับปัจจัยลบไปค่อนข้างมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความไม่แน่นอนระหว่างรัสเซียและยูเครน การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และยังได้ปัจจัยหนุนจากโมเมนตัมเศรษฐกิจไทยที่คาดจะฟื้นตัวได้ดีในช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป จากการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดีต่อเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้ามาต่อเนื่อง

ด้านภาวะตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,701.31 จุด เพิ่มขึ้น 6.07 จุด หรือเปลี่ยนแปลง +0.36% มูลค่าการซื้อขาย 68,941.19 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้าคาดว่า ตลาดน่าจะแกว่งไซด์เวย์ ถึงไซด์เวย์อัป ให้แนวรับไว้ที่ 1,685 จุด และแนวต้าน 1,720 จุด

โดยแนะติดตามการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 5 เม.ย.65 ตัวเลขภาคการบริการของสหรัฐฯ ยุโรป และจีน รวมถึงการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

“โพล ส.อ.ท.” จี้รัฐทบทวนขึ้นค่าไฟ-ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบรับมือวิกฤติพลังงาน-โควิด

นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 16 ในเดือนมีนาคม 2565 ภายใต้หัวข้อ “โพล ส.อ.ท. หนุนทบทวนปรับขึ้นค่า Ft” จากสมาชิก ส.อ.ท. จำนวน 460 บริษัท พบว่า จากผลกระทบของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตลอดจนวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่สงครามยังคงยืดเยื้อ ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและส่งผลทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยังคงกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐจึงจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตในช่วงนี้ เช่น การทบทวนการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Float time: Ft) ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต ส่งเสริมการพัฒนาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) ผลักดันระบบการจ่ายค่าแรงตามทักษะ (Pay by Skill) สนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยว เป็นต้น

โดยการสำรวจ FTI Poll ครั้งนี้ เป็นการสำรวจความเห็นจากสมาชิก ส.อ.ท. ที่เข้าร่วมประชุมสามัญ ประจำปี 2565 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2565 โดยสอบถามสมาชิกเกี่ยวกับข้อเสนอที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการใน 5 เรื่อง ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจ จำนวน 460 ท่าน ครอบคลุมผู้ประกอบการจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด มีสรุปผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 16 จำนวน 5 คำถาม ดังนี้

1.ภาครัฐควรดำเนินมาตรการเพื่อรองรับผลกระทบจากราคาพลังงานแพงอย่างไร

อันดับที่ 1 : ทบทวนการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) 68.30%

อันดับที่ 2 : ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME เช่น ส่วนลดค่าไฟฟ้า 57.60%

อันดับที่ 3 : สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร/อุปกรณ์ 55.00% เพื่อการประหยัดพลังงาน

อันดับที่ 4 : เพิ่มสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานทดแทน 50.90% ให้สามารถยกเว้นภาษีได้ 100% ของเงินลงทุน

อันดับที่ 5 : โครงการคืนผลประหยัดไฟฟ้าที่ลดได้ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า (Demand Response) 48.50%

2.ภาครัฐควรดำเนินการแก้ไขปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน และวัตถุดิบแพงอย่างไร

อันดับที่ 1 : ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต 63.90%

อันดับที่ 2 : ปลดล๊อคเงื่อนไขและโควต้าการนำเข้าวัตถุดิบโดยเฉพาะในวัตถุดิบที่ขาดแคลน 63.00%

อันดับที่ 3 : ควบคุมและดูแลราคาสินค้าไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับราคาเกินจริง 53.50%

อันดับที่ 4 : สนับสนุนให้ผู้ส่งออกวัตถุดิบขาดแคลนให้มาจำหน่ายภายในประเทศก่อน 46.70%

อันดับที่ 5 : สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ 42.40% เพื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ

3.ภาครัฐควรดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคด้านการส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างไร

อันดับที่ 1 : ส่งเสริมการพัฒนาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) 71.10% ในภูมิภาค เช่น ทางราง, ทางเรือ เป็นต้น

อันดับที่ 2 : เร่งการเชื่อมโยงใบอนุญาต/ใบรับรองต่างๆ ของกลุ่มสินค้าหลัก 57.60% ในระบบ National Single Window (NSW)

อันดับที่ 3 : ส่งเสริมและพาผู้ประกอบการออกไปเปิดตลาดที่ไทยมีศักยภาพ 57.20%

อันดับที่ 4 : ผลักดันการเปิดด่านชายแดนที่ถูกปิดช่วงโควิดและยกระดับด่านชายแดน 54.60% เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า

อันดับที่ 5 : ผลักดันการใช้เงินสกุลท้องถิ่น (Local currency) ในการค้าขายผ่านชายแดน 27.20%

4.ภาครัฐควรปรับปรุงการบริหารจัดการแรงงาน และแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างไร

อันดับที่ 1 : ผลักดันระบบการจ่ายค่าแรงตามทักษะ (Pay by Skill) แทนค่าแรงขั้นต่ำ 71.10%

อันดับที่ 2 : เร่งพิจารณาเปิดการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย 60.00% ให้ถูกต้องตามกฎหมายอีกครั้ง

อันดับที่ 3 : ขอให้ภาครัฐหารือกับรัฐบาลประเทศต้นทางในระดับรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดการนำเข้า 54.60% แรงงานต่างด้าวภายใต้ MOU โดยเร็ว

อันดับที่ 4 : ปรับลดค่าใช้จ่ายการนำเข้าแรงงานต่างด่าว เช่น ค่าตรวจ COVID-19 51.70% เปลี่ยนการตรวจด้วยวิธี RT-PCR เป็นการตรวจด้วยวิธี ATK, ลดค่าสถานที่กักตัว และลดระยะเวลากักตัว เป็นต้น

อันดับที่ 5 : พิจารณาปรับขั้นตอนการเปลี่ยนนายจ้างของแรงงานต่างด้าวภายใต้ MOU 49.80% ให้มีความรัดกุม เพื่อป้องกันการแย่งคนงานระหว่างผู้ประกอบการ

5.ภาครัฐควรเร่งดำเนินมาตรการใดเพื่อส่งเสริมการเปิดประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

อันดับที่ 1 : สนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยว 64.10%

อันดับที่ 2 : ปรับกระบวนการออกใบอนุญาต Work permit เพื่ออำนวยความสะดวก 60.40% และดึงแรงงานทักษะสูงเข้ามาทำงานในประเทศ

อันดับที่ 3 : ผ่อนปรนเงื่อนไขและเพิ่มมาตรการจูงใจนักลงทุนศักยภาพให้เข้ามาลงทุน 60.20% และอาศัยในประเทศ (Long Stay)”

อันดับที่ 4 : เร่งพิจารณายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (Capital Gain Tax) 53.00% สำหรับธุรกิจ Start up ให้มาลงทุนในไทยมากขึ้น

อันดับที่ 5 : ยกเลิกมาตรการ Test & Go และอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศ 50.00%

อ้างอิง
https://siamrath.co.th/economy

 

IND คว้างาน “สำนักการระบายน้ำ” ดัน Backlog โต

บมจ.อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (IND) แจกข่าวดี คว้างานที่ปรึกษาควบคุมการก่อสร้างโครงการก่อสร้างท่อขนส่งน้ำใต้ถนนพระรามที่ 6 จากคลองสามเสนลงสู่อุโมงค์ใต้คลองบางซื่อ จากสำนักการระบายน้ำ มูลค่ารวม 11.50 ล้านบาท หนุนงานในมือรอรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นแตะ 2,164.87 ล้านบาท ฟากผู้บริหาร “รัฐวิชญ์ ณ ลำพูน” ระบุเดินหน้าประมูลโครงการของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ต่อยอดรายได้และกำไรได้อีกเพียบ ส่งซิกผลงานไตรมาส 1/65 สดใส มั่นใจทั้งปีโตเข้าเป้า 20-25%

นายรัฐวิชญ์ ณ ลำพูน ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ IND ผู้ให้บริการงานด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมครอบคลุมงานออกแบบพร้อมก่อสร้าง งานบริหารโครงการขนาดใหญ่และควบคุมงานก่อสร้างของภาครัฐ รวมถึงงานด้านวิศวกรรมที่ปรึกษาต่างๆ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญากับสำนักการระบายน้ำ ซึ่งเป็นงานสัญญาจ้างที่ปรึกษาควบคุมการก่อสร้างโครงการก่อสร้างท่อขนส่งน้ำใต้ถนนพระรามที่ 6 จากคลองสามเสนลงสู่อุโมงค์ใต้คลองบางซื่อ โดยมีมูลค่าสัญญาประมาณ 11,502,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 720 วัน

“ภาพรวมธุรกิจนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชนที่เริ่มมีงานประมูลออกมา และเริ่มทยอยส่งมอบได้ หลังจากที่งานส่วนใหญ่ถูกชะลอจากสถานการณ์โควิด-19 ที่มีการแพร่ระบาดต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาบริษัทฯ มีงานใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ประมาณ 2,164.87 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และยังคงเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่ๆ จากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนอีกจำนวนมาก ทำให้ภาพรวมไตรมาส 1/2565 มีสัญญาณที่ดีขึ้น และมั่นใจว่าผลงานในปีนี้จะเติบโตตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ไม่ต่ำกว่า 20-25%”

เขากล่าวต่อในช่วงท้ายว่า ปัจจุบันบริษัทฯ ได้เข้าร่วมประมูลโครงการออกแบบและก่อสร้างเพิ่มอีกกว่า 20 โครงการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท คาดว่ามีโอกาสได้งานสูงถึง 80% สะท้อนให้เห็นว่างานโครงการใหม่ๆ จากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนเริ่มเดินหน้า ทำให้บริษัทฯ จะมีโอกาสได้รับงานเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยเสริมฐานรายได้และกำไรที่มั่นคงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

“EIC” หั่นจีดีพีปีนี้เหลือโต 2.7% เงินเฟ้อพุ่ง 4.9% พิษรัสเซีย-ยูเครน แนะรัฐบริหารพลังงานไม่ฝืนทิศทางตลาด

EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2565 เติบโตที่ 2.7% จากเดิม 3.2% จากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้ราคาพลังงานและเงินเฟ้อเร่งตัว กระทบกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ส่งผลให้การกลับไปสู่ระดับ GDP รายปีก่อนเกิดโควิดของไทยล่าช้าเป็นครึ่งหลังของปีหน้า แนะรัฐปรับนโยบายตรึงราคาน้ำมันแบบ Managed Float

นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wholesale และ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wealth ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดเผยว่า EIC ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 65 ลงเป็น 2.7% จากเดิมคาดไว้ที่ 3.2% จากผลกระทบของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 14 ปีที่ระดับ 4.9%

ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะฟื้นตัวในอัตราที่ชะลอลงกว่าที่ประมาณการไว้เดิม โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบทั้งจากกำลังซื้อของครัวเรือนที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น และจากการฟื้นตัวของค่าจ้างแรงงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ทันค่าครองชีพ ขณะที่การเร่งตัวของอุปสงค์คงค้าง (pent-up demand) ตามการปรับพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อสถานการณ์การระบาดโควิดและการผ่อนคลายมาตรการการควบคุมของภาครัฐ จะกระจุกตัวอยู่ในครัวเรือนรายได้สูงเป็นส่วนใหญ่ และภาคธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง โดยมีแนวโน้มทยอยปรับราคาสินค้าทั่วไปเพื่อส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นมายังผู้บริโภคมากขึ้นเป็นลำดับ และชะลอ การลงทุนจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น

ส่วนด้านภาคการส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบจากจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนผ่านแนวโน้มเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะยุโรปที่ชะลอลงกว่าคาดและปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (supply disruption) ที่รุนแรงขึ้น ทำให้ในภาพรวมมูลค่าการส่งออกยังขยายตัวได้ที่ 6.1% ในปีนี้ แต่เป็นผลจากปัจจัยด้านราคาที่สูงขึ้นตามต้นทุนโดยเฉพาะในหมวดพลังงานมากกว่าการเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณ

สำหรับภาคการท่องเที่ยว มาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวของภาครัฐที่ผ่อนคลายขึ้นเป็นลำดับ ประกอบกับการทยอยเปิด การเดินทางของหลายประเทศในแถบเอเชีย จะช่วยชดเชยการชะลอลงของนักท่องเที่ยวรัสเซียและยุโรปที่ถูกกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตลอดจนผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้นได้บางส่วน ส่งผลให้ในปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางเข้าไทยราว 5.7 ล้านคน ลดลงเล็กน้อยจากประมาณการเดิมที่ 5.9 ล้านคน

ส่วนตลาดแรงงานนั้นการฟื้นตัวของภาคบริการตามทิศทางการเปิดเมืองจะส่งผลให้การจ้างงานในประเทศทยอยฟื้นตัว แต่ตลาดแรงงานไทยยังคงมีความเปราะบางจากชั่วโมงการทำงานที่ลดต่ำลงมาก การไหลกลับของแรงงานไปในภาคเกษตร และแนวโน้มการทำงานอิสระที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดทั้งปัญหาระยะสั้นจากรายได้จากการทำงานลดต่ำกว่าเดิมค่อนข้างมาก และปัญหาระยะยาวจากจำนวนผู้ว่างงานระยะยาวที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและการปรับทักษะของแรงงานลดลง

ทั้งนี้ด้านผู้ประกอบการยังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าวและปัญหาแรงงานไทยเดินทางกลับภูมิลำเนา ส่งผลให้ธุรกิจโดยเฉพาะในหมวดก่อสร้างและโรงแรมที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมืองใหญ่ประสบปัญหาการหาแรงงานและมีต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมฐานะทางการเงินของธุรกิจเอสเอ็มอีให้เปราะบางมากขึ้น จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้ค่าจ้างจากการทำงานจะมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นอย่างช้าๆไม่เพียงพอต่อการชดเชยค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่รายได้ที่แท้จริง (หักเงินเฟ้อ) ของแรงงานโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครปรับลดลงกว่า 10%

ขณะที่ในส่วนค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานโลก จะส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ยังคงเผชิญปัญหาแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านรายได้ครัวเรือนจากตลาดแรงงานที่ซบเซา และภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ภาครัฐจึงยังควรมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และบรรเทาผลกระทบของครัวเรือนโดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย อย่างไรก็ตาม EIC มองว่า การขาดดุลงบประมาณและสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

โดย EIC มองว่า นโยบายการตรึงราคาน้ำมันดีเซลแบบหน้ากระดานเช่นในช่วงที่ผ่านมา มีผลเสียที่ไม่ตั้งใจอย่างน้อย 3 มิติคือ 1.เงินอุดหนุนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกใช้เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของผู้มีรายได้น้อย เพราะผู้ได้รับประโยชน์หลักคือครัวเรือนที่มีรายได้สูง เนื่องจากเป็นผู้ใช้พลังงานในปริมาณมากกว่า โดยกลุ่มครัวเรือนรายได้สูง 20% แรกได้รับประโยชน์ในเชิงเม็ดเงินจากมาตรการนี้มากถึง 9.6 เท่าเทียบกับกลุ่มรายได้น้อย 20% ล่างสุด

2.การตรึงราคาพลังงานที่ระดับใดระดับหนึ่งนานเกินไป ทำให้บัญชีเดินสะพัดขาดดุลมาก เป็นภาระด้านงบประมาณที่สูง ไม่ยั่งยืน และสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจหากภาครัฐจำเป็นต้องยกเลิกอุดหนุนโดยฉับพลัน ส่งผลให้ราคาพลังงานต้องปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้เศรษฐกิจชะงักงันได้

3.ในระยะยาว การอุดหนุนราคาพลังงานฟอสซิลที่ไม่สะท้อนต้นทุนต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำและการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล มากเกินไป

 

ทั้งนี้ด้วยเหตุผลดังกล่าว ภาครัฐจึงควรปรับเปลี่ยนมาตรการโดยเน้นการบริหารราคาพลังงานในลักษณะ Managed Float คือ การทยอยปรับขึ้นราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ฝืนทิศทางของราคาในตลาด เพื่อให้เวลาผู้บริโภคในการปรับตัว และเสริมด้วยมาตรการการอุดหนุนเฉพาะจุดแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มธุรกิจขนส่งสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบ ความเดือดร้อนอย่างตรงจุด ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจแก่ภาคเอกชนในการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว

ทั้งนี้ในภาคการเงิน EIC ประเมินว่า แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มสูงขึ้นเกินกรอบนโยบายการเงินที่ 1-3% ในปีนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิมที่ 0.5% ตลอดปีนี้ เนื่องจากกนง.จะยังให้ความสำคัญกับเป้าหมายการประคับประคองการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางมากกว่าเป้าหมายอื่น อีกทั้งเรื่องของเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นส่วนใหญ่และมีแนวโน้มปรับลดลงในปีหน้า และการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันจะเพิ่มภาระการชำระหนี้ให้กับภาคครัวเรือนและธุรกิจเอสเอ็มอี จนอาจทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มสูงขึ้นมากจนกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน

สำหรับค่าเงินบาทจะผันผวนในทิศทางอ่อนค่าในช่วงครึ่งปีแรก จากผลกระทบของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก ก่อนจะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้เล็กน้อยมาอยู่ในระดับ 32.5-33.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงปลายปี จากดุลบัญชีเดินสะพัด ที่จะปรับตัวดีขึ้นตามภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวชัดเจนขึ้น

โดยในภาพรวมอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นเร็วและจะยืนอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงปีนี้ท่ามกลางข้อจำกัดด้านมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิม จะส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่างช้าๆ โดยระดับ GDP รายปีจะยังไม่กลับไปเท่าระดับของปี 62 จนกระทั่งช่วงครึ่งหลังของปี 66 และเศรษฐกิจไทยจะยังเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำที่สำคัญในช่วงที่เหลือของปีนี้ ได้แก่ ราคาน้ำมันที่อาจเพิ่มขึ้นและอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าคาดจากปัจจัยสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่ง EIC คาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยในปีนี้จะอยู่ที่ 110 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาคู่กับเงินเฟ้อสูง (stagflation) ที่รุนแรงและเนิ่นนานขึ้น

ขณะเดียวกันยังเกิดการชะงักของอุปทานในภาคการผลิตและขนส่ง ทั้งจากนโยบาย Zero Covid ของจีนและมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอมากกว่าคาด กระทบต่อการส่งออกของไทยตามมาด้วย รวมไปถึงการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวของธนาคารกลางหลักของโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อาจทำให้ภาวะการเงินโลกตึงตัวและผันผวนมากขึ้น การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศล่าช้าจากผลกระทบของสงคราม การระบาดโควิดรอบใหม่ และการที่จีนกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้ง ทำให้การที่นักท่องเที่ยวจีนจะออกมาท่องเที่ยวนอกประเทศได้ต้องเลื่อนไปอีก ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่งอเที่ยวจีนเริ่มเดินทางออกมาท่งอเที่ยวได้ในช่วงต้นปี 66 และผลของแผลเป็นเศรษฐกิจที่ถูกซ้ำเติมจากผลกระทบด้านค่าครองชีพที่สูงขึ้น จนอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนในวงกว้าง

อ้างอิง
https://siamrath.co.th/economy

แรงงาน MoU ชาวลาวกลุ่มแรกเดินทางเข้าไทยแล้ววันนี้

รมว.แรงงานเผยแรงงานชาวลาวกว่า 2 ร้อยคนที่เข้ามาทำงานตาม MoU เดินทางเข้าประเทศไทย เพื่อกักตัว ณ สถานที่กักกัน จ.หนองคาย ก่อนนายจ้างในประเทศรับตัวไปทำงาน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้(28 มี.ค.)แรงงานสัญชาติลาวที่เข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศตาม MoU จำนวน 236 คน ได้เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคาย เพื่อเข้ากักตัวในสถานที่กักกันรูปแบบเฉพาะองค์กร (Organization Quarantine) ) ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย จำนวน 2 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรมแกรนด์พาราไดซ์ หนองคาย จำนวน 158 คน และห้องเช่าเรือนเพชร (บมจ.ก้องพัฒนโชค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด) จำนวน 78 คน รวมทั้งสิ้น 236 คน มีค่าใช้จ่ายอยู่ระหว่าง 6,900 – 7,500 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับการเลือกสถานที่กักตัว มีรถของสถานกักตัวรับจากด่านมาที่พัก พร้อมบริการอาหาร 3 มื้อ โดยทั้งหมดต้องกักตัวอย่างน้อย 7 วัน ตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากได้รับวัคซีน ครบ 2 เข็มจากประเทศต้นทาง และมีการซื้อกรมธรรม์ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและรักษาพยาบาล ซึ่งคุ้มครองการรักษาโรคโควิด-19 เมื่อครบกำหนดจะให้นายจ้างรับแรงงานต่างด้าวไปยังสถานประกอบการ ซึ่งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 138 คน จังหวัดสระบุรี 78 คน และจังหวัดนนทบุรี 20 คน

 

โดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกะทรวงแรงงาน ห่วงใยนายจ้าง สถานประกอบการที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ท่านได้กำชับให้กระทรวงแรงงานเตรียมความพร้อมการนำเข้าแรงงานต่างด้าว เพื่อเข้ามาทำงานในประเทศไทย ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 อย่างรัดกุม เข้มงวด และครบถ้วน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อนายจ้าง สถานประกอบการในประเทศไทยมีแรงงานในการขับเคลื่อนกิจการ รับสถานการณ์โควิด – 19 ที่กำลังคลี่คลาย ซึ่งผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายกรมการจัดหางานเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี โดยขณะนี้มีการเตรียมสถานที่กักกันสำหรับแรงงาน 3 สัญชาติที่เข้ามาทำงานตาม MoU ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว มุกดาหาร ตาก ระนอง และหนองคาย สำหรับจังหวัดหนองคายที่แรงงานชาวลาวเดินทางเข้ามาในวันนี้มี ศูนย์ OQ จำนวน 12 แห่ง เป็นจำนวนห้องพักรวม 763 ห้อง สามารถรองรับผู้กักตัวสูงสุด 1,847 คน

 

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า สำหรับนายจ้าง สถานประกอบการที่ต้องการนำแรงงานต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศตาม MoU มีขั้นตอน ดังนี้

1.นายจ้างยื่นแบบคำร้องกับสำนักงานจัดหางานในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่พร้อมด้วยเอกสารและหลักฐาน ได้แก่ แบบ นจ.2 หนังสือแต่งตั้ง สัญญาจ้างงาน และเอกสารนายจ้าง

2.การจัดส่งคำร้องความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว โดยกรมการจัดหางาน/สจจ. สจก. 1-10 มีหนังสือแจ้งความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวผ่านสถานเอกอัครราชทูตประเทศต้นทางประจำประเทศไทยไปยังประเทศต้นทาง

3.ประเทศต้นทางรับสมัคร คัดเลือก ทำสัญญา และจัดทำบัญชีรายชื่อแรงงานต่างด้าว (Name List) ส่งให้กรมการจัดหางานผ่านสถานเอกอัครราชทูตประเทศต้นทางประจำประเทศไทย และกรมการจัดหางานส่งให้นายจ้าง

4.นายจ้างที่ได้รับบัญชีรายชื่อแรงงานต่างด้าว (Name List) แล้วยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานแทนแรงงานต่างด้าว พร้อมด้วยเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

4.1 บัญชีรายชื่อแรงงานต่างด้าวที่ประเทศต้นทางรับรอง

4.2 แบบ บต.31 หรือ บต.33 พร้อมเอกสารและหลักฐาน

4.3 หลักฐานการได้รับวัคซีนโควิด-19 หรือใบรับรองแสดงประวัติการเคยติดเชื้อมาก่อนในช่วงไม่เกิน 3 เดือน

4.4 หนังสือยืนยันการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการกักตัว ได้แก่ ค่าสถานที่กักกัน ค่าตรวจโรคโควิด-19 ค่าบริการทางการแพทย์ ค่ารักษากรณีติดเชื้อโควิด-19 รวมถึงกรณีป่วยฉุกเฉินหรือโรคอื่นระหว่างกักตัว/กรมธรรม์ที่คุ้มครองการรักษาโรคโควิด -19

4.5 หลักฐานยืนยันว่ามีสถานที่กักตัวตามที่ราชการกำหนด

4.6 หลักฐานที่ยืนยันว่ามียานพาหนะเพื่อรับแรงงานต่างด้าวไปยังสถานที่กักตัว

4.7 กรณีเข้าประกันสังคมซื้อประกันสุขภาพกับบริษัทประกันภัย 4 เดือน

4.8 กรณีเข้าประกันสังคม นายจ้างแจ้งขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน

– ชำระค่าคำขอและค่าใบอนุญาตทำงาน (2 ปี) 1,900 บาท

– วางเงินประกัน (กรณีนายจ้างดำเนินการด้วยตนเอง) หลักประกัน 1,000 บาท/แรงงานต่างด้าว 1 คน

 

5.กรมการจัดหางานมีหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ประเทศต้นทางของแรงงานต่างด้าวเพื่อพิจารณาออกวีซ่า (Non – Immigrant L-A) ให้แก่แรงงานต่างด้าวตามบัญชีรายชื่อ และหนังสือแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่ออนุญาตให้แรงงานต่างด้าวเดินทางเข้าประเทศผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองตามที่นายจ้างได้แจ้งไว้ โดยจะอนุญาตให้นำเข้าตามจำนวนสถานที่รองรับในการกักตัว

6.เมื่อแรงงานต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรต้องแสดงหนังสือยืนยันการอนุญาตให้เข้ามาทำงาน ใบรับรองแพทย์ที่แสดงว่าไม่เป็นโรคโควิด-19 โดยวิธี RT-PCR และ ATK (ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง) หลักฐานการได้รับวัคซีนโควิด-19 หรือใบรับรองแสดงประวัติการเคยติดเชื้อในช่วงไม่เกิน 3 เดือน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะตรวจลงตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เป็นระยะเวลา 2 ปี จากนั้นจึงเดินทางไปยังสถานที่กักตัว โดยยานพาหนะที่นายจ้างแจ้งไว้ (ไม่เดินทางร่วมกับบุคคลอื่น และหยุดพัก ณ สถานที่ใดๆ ก่อนถึงสถานที่กักกัน)

7.แรงงานต่างด้าวต้องเข้ารับตรวจสุขภาพ 6 โรคเป็นขั้นตอนแรก หากพบเป็นโรคต้องห้ามจะส่งกลับประเทศต้นทาง เพราะไม่สามารถอนุญาตให้ทำงานได้ตามกฎหมาย หากไม่พบเป็นโรคต้องห้ามจะเข้าสู่กระบวนการกักตัว และตรวจหาเชื้อโควิด – 19 ด้วยวิธี RT – PCR ดังนี้

1.แรงงานต่างด้าวที่ฉีดวัคซีนมาจากประเทศต้นทางครบแล้วเข้ารับการตรวจสุขภาพ 6 โรค หากตรวจผ่าน กักตัวอย่างน้อย 7 วัน และตรวจหาเชื้อโควิด – 19 จำนวน 2 ครั้ง

2.แรงงานต่างด้าวที่ยังไม่ฉีดวัคซีนหรือฉีดวัคซีนแล้วแต่ยังไม่ครบเข้ารับการตรวจสุขภาพ 6 โรค หากตรวจผ่าน กักตัวอย่างน้อย 14 วัน และตรวจหาเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 ครั้ง โดยกระทรวงแรงงานจะสนับสนุนวัคซีนเพื่อดำเนินการฉีดให้แก่คนต่างด้าว ทั้งนี้ กรณีตรวจพบเชื้อโควิด-19 ให้เข้ารับการรักษา โดยนายจ้างหรือประกันสุขภาพที่นายจ้างซื้อไว้ให้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษา จากนั้นเมื่อตรวจไม่พบเชื้อแล้ว จึงฉีดวัคซีนให้แก่แรงงานต่างด้าว และให้นายจ้างรับแรงงานต่างด้าวไปยังสถานประกอบการ

8.แรงงานต่างด้าวรับการอบรมผ่านระบบ Video Conference ณ สถานประกอบการ เมื่อผ่านการอบรมแล้ว รับใบอนุญาตทำงาน โดยการอนุญาตให้ทำงานจะเริ่มจากวันที่แรงงานต่างด้าวได้รับการตรวจลงตรา (วีซ่า) ให้เดินทางเข้ามาในประเทศ

อ้างอิง
https://siamrath.co.th/economy

“ธปท.” แจงสาเหตุ Crypto ยังไม่เหมาะใช้เป็นสื่อกลางชำระค่าสินค้าและบริการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กถึงเหตุผลที่ Cryptocurrency ยังไม่เหมาะกับการนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการ เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมการแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินและค่าธรรมเนียมการโอน,ใช้เวลาการโอน 0.4 วินาที-10 นาที,ใช้ได้ไม่ทั่วถึง ขึ้นกับการยอมรับของร้านค้า,การคงมูลค่ามีความผันผวนสูง,เสี่ยงต่อภัยไซเบอร์และการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล

ขณะที่ระบบการชำระเงินของไทยในปัจจุบัน การชำระเงินผ่านพร้อมเพย์สำหรับประชาชน ไม่มีค่าธรรมเนียม,พร้อมเพย์ใช้เวลาการโอนน้อยกว่า 1 วินาที, ใช้ได้ทั่วประเทศ โดย QR Code รองรับทุกธนาคาร และมีมากกว่า 7 ล้านจุดทั่วประเทศ,มูลค่าไม่ผันผวน และมีความปลอดภัยสูงภายใต้มาตรฐานการกำกับดูแล

พร้อมกันนั้น ธปท.ได้โพสต์คำกล่าวของนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท.ที่ระบุว่า สิ่งที่เป็นแก่นของธนาคารกลาง และจะไม่เปลี่ยนคือ การมีภาครัฐเป็นผู้รักษามูลค่าของเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งที่ผ่านมาระบบนี้ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่า มั่นคงและตอบโจทย์ มีประสิทธิภาพสูง เทียบกับ Cryptocurrency ที่แม้เป็นนวัตกรรม แต่จัดเป็นกระแส ที่ไม่ตอบโจทย์การเป็นสื่อกลางชำระค่าสินค้าและบริการ

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสพุ่ง 5.66 ดอลลาร์

วันนี้ (24 มี.ค.65) สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ปิดวันพุธ(23มี.ค.)พุ่งขึ้น 5.66 ดอลลาร์

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนพ.ค. ที่ตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 5.66 ดอลลาร์ ปิดที่ 114.93 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนพ.ค. ปรับขึ้น 6.12 ดอลลาร์ ปิดที่ 121.60 ดอลลาร์/บาร์เรล

หุ้นดาวโจนส์ลดลง 448.96 จุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 มี.ค.65) หุ้นดาวโจนส์ปิดวันพุธ(23มี.ค.) ลดลง 448.96 จุด (1.29%) ปิดที่ 34,358.50 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 55.37 จุด (1.23%) ปิดที่ 4,456.24 จุด และดัชนีแนสแด็ก ลดลง 186.21 จุด (1.32%) ปิดที่ 13,922.60 จุด

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ (24 มี.ค.65)​

ผู้สื่อข่าวรายงานอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ​ประจำวันที่​ 24 มี.ค.65 ว่า​ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นสกุลเงินตราต่างๆตามเวลา 08.30 น.(ตามตารางประกอบข้างล่าง)​โดยเงินดอลล่าร์สหรัฐรับซื้อ​ 33.23 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ​ ขายออก 33.95 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ​

อ้างอิง
https://siamrath.co.th/economy

 

ประธานสภาตลาดทุนฯ แนะรัฐผลักดันแผนพัฒนาตลาดทุนหนุน SME-Startup

ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FECTO) แนะรัฐบาลเร่งผลักดันแผนพัฒนาตลาดทุนฉบับใหม่ หนุน SME-Startup เข้าถึงแหล่งทุน ชี้ตลาดทุนไทยยังน่าสนใจฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง ด้านวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน กระทบน้อยมองเป็นโอกาสส่งออกอาหารไทย

วันที่ 23 มีนาคม 2565 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FECTO) กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับตลาดทุนมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นจุดที่ดีที่จะทำแผนพัฒนาตลาดทุนฉบับที่ 4 และใช้โอกาสของตลาดทุนไทยในขณะนี้ ที่มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาจำนวนมากต้องบอกว่าวันนี้เราประสบความสำเร็จมาอย่างดีแล้วในการที่ทำให้บริษัทขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เข้าถึงตลาดทุนและทำให้บริษัทเหล่านั้นเติบโต

แต่หลังจากนี้จะต่อยอดต่อไปอย่างไรเพื่อให้เอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพเข้ามาระดมทุนในตลาดได้เพิ่มมากขึ้น ในส่วนนี้ก็อยากให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนแผนพัฒนาตลาดทุนที่กำลังจัดทำอยู่ และช่วยกันผลักดันให้ตลาดทุนยกระดับขึ้นไปอีก “ความน่าสนใจของตลาดทุนไทย คือการที่เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าศักยภาพ และขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยวและบริการ ขณะเดียวกันบริษัทจดทะเบียนในไทยก็มีความแข็งแกร่ง และดัชนีหุ้นไทยเพิ่งขึ้นพ้น 1,600 จุด ในขณะที่ตลาดอื่นฟื้นตัวพ้นจุดนี้ไปนานแล้ว ทำให้ดึงดูดเงินทุนให้ไหลเข้ามาในตลาดทุนไทย” นายไพบูลย์ กล่าว

ไพบูลย์ นลินทรางกูร
ไพบูลย์ นลินทรางกูร
ทั้งนี้จากวิกฤตสงครามรัสเซียยูเครน ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะมีการค้าขายกับรัสเซียไม่มาก แต่ถ้ามองในแง่ของโอกาส ทั้งการเกิดขึ้นของโควิด-19 และสงครามรัสเซีย ทำให้เกิดการจัดระเบียบโลกใหม่ ซึ่งทำให้เห็นทั้งโลกพยายามสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและด้านอาหารมากขึ้น ซึ่งในด้านอาหาร ไทยถือเป็นจุดแข็ง และเป็นโอกาสที่จะทำให้ทั่วโลกนำเข้าอาหารจากไทยมากขึ้น

ในส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทยนั้น ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะสามารถคุมภาวะเงินเฟ้อได้มากน้อยแค่ไหน เพราะขณะนี้เศรษฐกิจไทยถือว่าโตต่ำกว่าศักยภาพ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงมาจากราคาพลังงาน ดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยไม่ช่วยทำให้ราคาพลังงานปรับลดลงได้ และมองการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ด้วยการตรึงราคาหรืออุดหนุนราคาพลังงานนั้น รัฐบาลมาถูกทางแล้ว เพราะขณะนี้ความต้องการพลังงานยังสูง หากปรับขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นการซ้ำเติมได้

“มองว่ารัฐบาลแก้ปัญหาเงินเฟ้อถูกทางแล้ว การขึ้นดอกเบี้ยไม่ช่วยทำให้ราคาพลังงานปรับลดลงได้ แต่อาจต้องทำมากขึ้นอีก อาจต้องมองไปถึงคนที่ใช้พลังงานจำนวนมาก เช่น พวกโรงงานต่างๆ ดังนั้นถ้าราคาพลังงานยังไม่ลง อย่าใช้นโยบายการเงิน เพราะอาจไม่มีประสิทธิภาพได้” นายไพบูลย์ กล่าว

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/finance